
เตือน 6 ปลา ชอบแค่ไหนก็ควร "กินให้น้อยลง" บางชนิดยังมีสารพิษแม้ปรุงสุก!
6 ชนิดปลา กินบ่อยเกินไปอาจเสี่ยง! บางชนิดแม้ปรุงสุกก็ไม่ช่วยกำจัดสารพิษ
ปลาเป็นหนึ่งในอาหารที่หลายคนเลือกกินเพื่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดีและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ใช่ว่าปลาทุกชนิดหรือทุกวิธีการปรุงจะดีต่อสุขภาพเสมอไป
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารออกมาเตือนว่า มีปลาบางกลุ่มที่ควรจำกัดปริมาณการรับประทาน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงจาก โลหะหนัก สารพิษ ปรสิต หรือสารประกอบที่เกิดขึ้นระหว่างการปรุงอาหาร
ข้อมูลจาก CCTV News อ้างคำแนะนำของ ศาสตราจารย์เฉินซุ่นเซิ่ง (Chen Shunsheng) จากคณะวิทยาศาสตร์อาหาร มหาวิทยาลัยมหาสมุทรเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ระบุว่า มีปลา 6 ประเภทที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
1. ปลานักล่าขนาดใหญ่ เสี่ยงสะสมโลหะหนัก
ปลาที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร มีโอกาสสะสมสารปนเปื้อนมากกว่าปลาชนิดอื่น โดยเฉพาะ สารปรอท (Mercury) ที่สามารถสะสมเพิ่มขึ้นตามลำดับของห่วงโซ่อาหาร
ในธรรมชาติ สัตว์น้ำขนาดเล็กอาจได้รับโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อม เมื่อถูกปลาขนาดใหญ่กินต่อ สารเหล่านี้จะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น ปลานักล่าขนาดใหญ่ เช่น ปลาทูน่าตาโต และปลาทูราชา (King Mackerel) จึงไม่ควรรับประทานเป็นประจำมากเกินไป
ในทางกลับกัน ปลาบางชนิด เช่น ปลานิล ปลาแซลมอน ปลาตาเดียว หรือปลาที่อยู่ในระดับห่วงโซ่อาหารต่ำกว่า อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
2. ปลาทะเลสีสันสดใส อาจมีสารพิษที่ทนความร้อน
ปลาที่มีสีสันสวยงามไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะปลาบางชนิดที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง ซึ่งอาจมีสารพิษที่เรียกว่า ซิกัวเทอรา (Ciguatera)
สารพิษชนิดนี้มีความทนต่อความร้อน ทำให้การปรุงอาหารทั่วไปอาจไม่สามารถกำจัดออกได้ทั้งหมด
ผู้ที่รับประทานปลาเหล่านี้อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือในกรณีรุนแรงอาจเกิดความผิดปกติทางระบบประสาท หายใจลำบาก และเป็นอันตรายถึงชีวิต
หากพบปลาทะเลที่มีสีสันแปลกตา ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่แน่ใจชนิดของปลา ควรหลีกเลี่ยงการนำมารับประทาน
3. ปลาดิบ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด อาจมีพยาธิ
ปลาดิบเป็นอาหารที่ต้องระวัง โดยเฉพาะ ปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาจีน และปลาน้ำจืดอีกหลายชนิด เพราะอาจมีปรสิตอาศัยอยู่
ปรสิต เช่น พยาธิใบไม้ตับ พยาธิปอด และพยาธิตัวตืด สามารถเข้าสู่ร่างกายเมื่อรับประทานปลาดิบ และอาจสร้างความเสียหายต่อระบบทางเดินอาหารและอวัยวะอื่น ๆ
นอกจากนี้ ปลาดิบยังอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น Vibrio parahaemolyticus, Salmonella รวมถึงไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบเอและโนโรไวรัส
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือควรปรุงปลาให้สุกก่อนรับประทาน
4. ปลาทอดหรือปลาที่ผ่านความร้อนสูงเกินไป
แม้ปลาจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ แต่การทอดด้วยน้ำมันปริมาณมากหรือใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ไขมันบางส่วนเกิดการเปลี่ยนแปลง
กระบวนการปรุงอาหารที่อุณหภูมิสูง อาจทำให้เกิดสารจากการออกซิเดชันของไขมัน รวมถึงสารประกอบบางชนิดที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมากเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ปลาที่ทอดในน้ำมันยังดูดซับไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้เมนูปลาที่เคยมีประโยชน์กลายเป็นอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงกว่าเดิม
5. ปลาแห้งที่มีกลิ่นเหม็นหืนหรือกลิ่นผิดปกติ
ปลาแห้งมีไขมันไม่อิ่มตัว จึงสามารถเกิดการเหม็นหืนได้หากเก็บรักษาไม่เหมาะสมหรือเก็บไว้นานเกินไป
หากปลาแห้งมีกลิ่นน้ำมันเก่า กลิ่นฉุน หรือกลิ่นไหม้ผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าไขมันในปลาเกิดการเสื่อมสภาพแล้ว
การรับประทานอาหารที่เสื่อมคุณภาพอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง อาเจียน หรือท้องเสียได้
ก่อนซื้อปลาแห้ง ควรสังเกตสี กลิ่น และลักษณะของปลา ควรเลือกสินค้าที่แห้งสะอาด ไม่มีเชื้อรา หรือสีเปลี่ยนผิดปกติ
6. ปลาเค็มที่ผลิตหรือเก็บรักษาไม่ได้มาตรฐาน
ปลาเค็มเป็นอาหารที่มีปริมาณเกลือสูง และในกระบวนการหมักหรือเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดสารบางชนิด เช่น ไนไตรต์ (Nitrite)
โดยเฉพาะปลาเค็มที่มีสีคล้ำผิดปกติ มีกลิ่นแรง หรือผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้องงดปลาเค็มทั้งหมด หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งผลิตชัดเจน ผ่านกระบวนการถูกสุขลักษณะ และรับประทานในปริมาณเล็กน้อย ก็ยังสามารถกินได้เป็นครั้งคราว
อยากกินปลาให้ดีต่อสุขภาพ วิธีปรุงก็สำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า วิธีการปรุงอาหารมีผลต่อคุณค่าของปลาเช่นกัน โดย การนึ่งและต้ม ถือเป็นวิธีที่ช่วยรักษาสารอาหารและลดการเพิ่มไขมันส่วนเกิน
ส่วนเมนูต้ม ตุ๋น หรือแกงปลา ยังสามารถรับประทานได้ แต่ควรควบคุมปริมาณน้ำมันและเกลือ
ขณะที่การทอดด้วยน้ำมันจำนวนมาก หรือใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานาน เป็นวิธีที่ควรจำกัด โดยเฉพาะหากรับประทานเป็นประจำ
- เด็ก 6 ขวบหมดสติหลังกิน "ไข่คนมะเขือเทศ" ที่ยายทำให้ แพทย์ชี้อันตรายใกล้ตัวมาก
- ด.ช. 9 ขวบ มีนิ่วในท้อง 56 ก้อน หมอเผยต้นเหตุทำแม่ทรุด ที่แท้คือสิ่งที่ให้ลูกกินทุกวัน
ปลาเป็นอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะกับการรับประทานเพื่อสุขภาพ แต่การเลือกชนิดปลา แหล่งที่มา และวิธีการปรุง ล้วนมีความสำคัญ
ปลาบางชนิดอาจมีความเสี่ยงจากสารพิษ โลหะหนัก หรือปรสิต ขณะที่บางเมนูอาจกลายเป็นอาหารที่ส่งผลเสีย หากผ่านกระบวนการปรุงที่ไม่เหมาะสม
การเลือกปลาที่ปลอดภัย ปรุงให้สุก และรับประทานอย่างพอดี คือหัวใจสำคัญของการกินปลาให้ได้ประโยชน์สูงสุด

แหล่งอ้างอิง: CCTV News, ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร มหาวิทยาลัยมหาสมุทรเซี่ยงไฮ้
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :SOHA
